ประวัติโรงพยาบาล พันธกิจ วิสัยทัศน์ การรับรองคุณภาพ สิทธิผู้ป่วย
ทันตกรรมเด็ก วัคซีนสำหรับลูกน้อย วัยทอง คลอดเหมาจ่าย ศัลยกรรมตกแต่งเพื่อความงาม ตรวจระบบทางเดินอาหารด้วยการส่องกล้อง ผิวสวย หน้าใส วัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก โรคข้อ กระดูก ฝั่งเข็มราคาประหยัด

แผนที่
มะเร็งปากมดลูก

มะเร็งปากมดลูกเป็นมะเร็งที่พบเป็นอันดับ 2 ของมะเร็งในสตรีทั่วโลกรองจากมะเร็งเต้านม ในแต่ละปีจะมีผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกรายใหม่ ประมาณ 500,000 คน ซึ่ง 50 % ของผู้ป่วยรายใหม่จะเสียชีวิต สำหรับประเทศไทยมะเร็งปากมดลูกพบมากที่สุดในมะเร็งสตรีไทย มะเร็งปากมดลูกจึงเป็นปัญหาทางสาธารณสุขที่สำคัญของสตรีไทย ซึ่งเป็นบุคคลสำคัญของครอบครัว สาเหตุหลักของมะเร็งปากมดลูกเกิดจากการติดเชื้อ HPV ชนิดก่อมะเร็ง โดยการดำเนินโรคจนเป็นมะเร็งปากมดลูกหลังการติดเชื้อ HPV ใช้เวลานานกว่า 5-15 ปี สตรีที่ติดเชื้อ HPV ส่วนใหญ่เป็นการติดเชื้อแบบชั่วคราว สามารถหายเองได้ การตรวจพบเชื้อ HPV ที่ปากมดลูกโดยที่ไม่พบความผิดปกติทางเซลล์วิทยาโอกาสเป็นมะเร็งมีน้อยมาก อย่างไรก็ตามควรทำความเข้าใจเรื่องการติดเชื้อและมีการตรวจติดตามการดำเนินของโรคอย่างสม่ำเสมอ

ปัจจัยเสี่ยงของมะเร็งปากมดลูก

ปัจจัยทางฝ่ายหญิง

ปัจจัยทางฝ่ายชาย

  • การมีคู่นอนหลายคน
  • สตรีที่มีสามีเป็นมะเร็งองคชาติ
  • การมีเพศสัมพันธ์เมื่อมีอายุน้อย
  • สตรีที่แต่งงานกับชายที่เคยมีภรรยาเป็นมะเร็งปากมดลูก
  • การตั้งครรภ์หรือมีลูกหลายคน
  • ผู้ชายที่เคยเป็นกามโรค
  • มีประวัติเคยเป็นกามโรค
  • ผู้ชายที่มีคู่นอนหลายคน
  • การรับประทานยาคุมกำเนิดมาเป็นเวลานาน
  • ผู้ชายที่มีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุยังน้อย
  • ไม่เคยทำ Pap smear มาก่อนเลย
 


ปัจจัยอื่นๆ
การสูบบุหรี่
ภาวะภูมิคุ้มกันต่ำ เช่น การติดเชื้อ HIV ได้รับยากดภูมิคุ้มกัน เป็นต้น


เชื้อ HPV แบ่งเป็นกี่ชนิด?
เชื้อ HPV มีคุณสมบัติสามารถทนความแห้งแล้งได้ดี และสามารถเกาะติดอยู่บนผิวหนังโดยไม่ทำให้เกิดอาการได้ เชื้อ HPV ที่ทำให้เกิดรอยโรคบริเวณอวัยวะเพศและทวารหนัก แบ่งเป็น 2 กลุ่ม ตามความเสี่ยงหรือศักยภาพต่อการก่อมะเร็ง
1. กลุ่มความเสี่ยงต่ำ คือ HPV ที่ทำให้เกิดหูดหงอนไก่ ได้แก่สายพันธ์ 6, 11, 42-44, 53-55, 66 และ 70 เชื้อ HPV เหล่านี้ไม่ก่อให้เกิดมะเร็งปากมดลูก แต่อาจพบร่วมกับเชื้อ HPV สายพันธ์ที่ก่อมะเร็งได้ เพราะการติดเชื้อ HPV อาจเกิดขึ้นครั้งละหลายสายพันธ์พร้อมกันได้
2. กลุ่มความเสี่ยงสูง คือ HPV ที่ทำให้เกิดรอยโรคบริเวณอวัยวะเพศ ทวารหนักและมะเร็งปากมดลูก ได้แก่สายพันธ์ 16, 18, 31, 35, 39, 45, 51, 52, 58, 59, 61, 66-68, 73 และ 82 เป็นต้น
การศึกษาทางระบาดวิทยาในกลุ่มความเสี่ยงสูงพบว่า HPV 16 มีศักยภาพก่อมะเร็งสูงมาก และรองลงมาคือ HPV 18 ดังนั้นถ้าตรวจพบ HPV ที่ปากมดลูกชนิด HPV 16, 18 ควรตรวจติดตามอย่างใกล้ชิด เพื่อตรวจการคงอยู่และดูการเปลี่ยนแปลงของเซลล์ปากมดลูกโดยการตรวจทางเซลล์วิทยา


ธรรมชาติของการติดเชื้อ HPV เป็นอย่างไร?
การติดเชื้อ HPV เกิดขี้นในบริเวณที่มีบาดแผลเจ็บเล็กๆที่ปากมดลูก ในขณะที่มีสัมพันธ์ทางเพศกับผู้ที่มีเชื้อ HPV เชื้อจะแทรกตัวลงไปในชั้น Basal Cells ของเยื่อบุปากมดลูกและเข้าสู่นิวเคลียส และจะเพิ่มจำนวนขึ้นแต่จะไม่ก่อให้เกิดการอักเสบและไม่ทำให้เซลล์ตาย จะปรากฏเป็นหูดหงอนไก่ รอยโรคและมะเร็งปากมดลูก เป็นต้น ระยะฟักตัวของการติดเชื้อ HPV ประมาณ 3 สัปดาห์ถึง 8 เดือนโดยเฉลี่ยประมาณ 3 เดือน ระยะเวลาการกำจัดเชื้อออกจากร่างกายสำหรับกลุ่มความเสี่ยงสูงจะนานกว่ากลุ่มความเสี่ยงต่ำคือประมาณ 8-14 เดือน และ 5-6 เดือนตามลำดับ การติดเชื้อ HPV 16 จะคงอยู่ที่ปากมดลูกนานกว่า HPV สายพันธ์อื่นๆ ถ้าภูมิคุ้มกันของร่างกายไม่สามารถกำจัดเชื้อ HPV ได้ก็จะกลายเป็นการติดเชื้อ HPVต่อเนื่อง ซึ่งเชื้อจะเพิ่มจำนวนในเยื่อบุเซลล์ปากมดลูกจำนวนมาก และกระตุ้นให้เซลล์แบ่งตัวไม่หยุด จนคืบหน้ารุนแรงเป็นรอยโรค HSIL (กลุ่มเสี่ยงสูง) และมะเร็งปากมดลูกได้


การวินิจฉัยการติดเชื้อ HPV ของปากมดลูกทำได้อย่างไร ?
การตรวจทางคลินิก (Clinical) ตรวจพบรอยโรคหูดหงอนไก่ และมะเร็งปากมดลูกซึ่งสามารถมองเห็นด้วยตาเปล่า แต่ถ้าเป็นพยาธิสภาพของความเสี่ยง LSIL HSIL หรือมะเร็งปากมดลูกระยะเริ่มแรกจะไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่าแต่จะตรวจพบได้ด้วยการตรวจด้วยกล้องขยายทางช่องคลอด
การตรวจทางเซลล์วิทยา (Cytology) ตรวจพบความผิดปกติของเยื่อบุมดลูกที่ความรุนแรงต่างๆกัน
การตรวจทางพยาธิวิทยา (Pathology) ตรวจพบพยาธิสภาพหรือรอยโรคของการติดเชื้อ HPV ที่ความรุนแรงต่างๆกัน และมะเร็งปากมดลูกเป็นต้น
การตรวจทางภูมิคุ้มกันวิทยา (Immunology) ตรวจพบภูมิคุ้มกันต่อเชื้อ HPV วิธีนี้ไม่เป็นที่นิยม
การตรวจทางไวรัสวิทยา (Virology) เนื่องจากเชื้อ HPV ไม่สามารถทำการเพาะเชื้อได้เหมือนเชื้อไวรัสอื่นๆจึงต้องตรวจหา DNA ของเชื้อ HPV แทน


HPV Test สามารถนำมาประยุกต์ใช้ทางนรีเวชได้ดังนี้
การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก
การสืบค้นในกรณีผล Pap smear คลุมเครือ
การติดตามผลการรักษา

พบว่าการนำ HPV test และ Pap smear มาใช้ร่วมกันในการตรวจคัดกรองโรคมะเร็งปากมดลูกจะสามารถให้ผลการทำนายผลสูงถึง 100 %


ใครควรได้รับการตรวจมะเร็งปากมดลูกด้วยการใช้ HPV test ร่วมกับ Pap smear
สตรีที่มีอายุ มากกว่าหรือ เท่ากับ 30 ปี (ถ้าอายุน้อยกว่า 30 ปีแนะนำให้ตรวจด้วย pap smear อย่างเดียวก่อน ซึ่งอาจพบการติดเชื้อสูงถึงประมาณ 10-20 % และส่วนใหญ่เป็นการติดเชื้อแบบชั่วคราว


คำแนะนำสำหรับผู้ที่ตรวจพบเชื้อ HPV ที่ปากมดลูก
ความรู้สึกหรือปฏิกิริยาของสตรีเมื่อทราบว่ามีการติดเชื้อ HPV ที่ปากมดลูกมีหลากหลายรูปแบบ เช่น ขยะแขยง สกปรก รู้สึกอวัยวะเพศไม่สะอาด ตื่นตระหนก วิตกกังวลกลัวว่าจะเป้นมะเร็งปากมดลูก สับสนในตัวเองไม่รู้จะทำอย่างไรต่อไป โกรธคู่นอนหรือสามีที่แพร่เชื้อให้ หวาดระแวงว่าสามีมีคู่นอนหลายคน กลัวสามีจะว่าไม่ซื่อสัตย์หรือไม่ใช่หญิงบริสุทธิ์ และอื่นๆ ดังนั้นสตรีทุกคนควรทำความเข้าใจเรื่องมะเร็งปากมดลูกและเชื้อ HPV ดังนี้
การติดเชื้อ HPV ส่วนใหญ่ติดทางเพศสัมพันธ์ ผู้ชายมักไม่มีอาการปรากฏให้เห็น การตรวจเชื้อในผู้ชายไม่มีความจำเป็น เพราะมักไม่พบรอยโรค เนื่องจากเชื้อสามารถทนความแห้งแล้งได้ดี อาจเกาะตามเสื้อผ้าในรูปของฝุ่นละอองได้ และอาจเกาะติดกับอวัยวะเพศชายโดยไม่มีอาการปรากฏให้เห็นได้เช่นกัน
การติดเชื้อ HPV ในสตรีที่เคยมีเพศสัมพันธ์แล้วพบได้บ่อยและน่าจะเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่พบบ่อยที่สุดด้วยซ้ำ แต่เนื่องจากไม่มีอาการปรากฏให้เห็น จึงไม่ได้มาพบแพทย์เพื่อรับการรักษาและส่วนใหญ่หายไปเอง สตรีที่ติดเชื้อ HPV ชนิดคงอยู่นานๆที่ปากมดลูกซึ่งใช้เวลานานกว่า 10 ปี ในช่วงนี้สามารถตรวจติดตามดูการดำเนินของโรคเป็นระยะๆ โดยการตรวจ Pap smear
สตรีที่ติดเชื้อ HPV ส่วนใหญ่ร้อยละ 90-95 % จะหายไปเอง เพียงร้อยละ 5-10 % ที่ติดเชื้อ HPV ยังคงอยู่ซึ่งถ้าติดตามไปนานขึ้น อาจจะหายไปเอง
สตรีที่ผลการตรวจ HPV test เป็นบวกส่วนใหญ่จะไม่พบระดับรุนแรงหรือมะเร็งปากมดลูกเมื่อสืบค้นเพิ่มเติม
เมื่อตรวจติดตามสตรีที่ติดเชื้อ HPV แต่ Pap smear ปกติพบว่า
     A. ประมาณ ร้อยละ 15-30 จะมีผล Pap smear ผิดปกติในช่วง 3-5 ปี
     B. ประมาณร้อยละ 5-10 จะดำเนินโรคเป็นระดับรุนแรงที่2/3 ในช่วง 3-5 ปี ซึ่งสามารถตรวจพบได้โดยการตรวจติดตามด้วยการทำ Pap smear เป็นระยะๆ ถ้าตรวจพบก็สามารถรักษาให้หายได้

ดังนั้นสิ่งสำคัญคือการทำความเข้าใจเกี่ยวกับธรรมชาติของการติดเชื้อ HPV การดำเนินของโรค ความเกี่ยวข้องและความเสี่ยงต่อมะเร็งปากมดลูก ซึ่งได้จากการตรวจติดตามอย่างสม่ำเสมอนั่นเอง


ประโยชน์ของการฉีดวัคซีนป้องกันไวรัส HPV 16,18
1.ป้องกันเชื้อ HPV 16, 18
2.ได้ผลประมาณ 70 -80 %
3.ไม่มีอาการข้างเคียง
4. ป้องกันการติดเชื้อแบบยังคงอยู่ซึ่งอาจมีการดำเนินโรคเป็นมะเร็งปากมดลูก


ข้อควรทราบ
การฉีดวัคซีนป้องกัน HPV ไม่สามารถทดแทนการตรวจ Pap smear ได้
ไม่สามารถป้องกันมะเร็งปากมดลูกได้ทุกราย
ไม่สามารถป้องกันเชื้อ HPV สายพันธ์อื่นๆได้
ไม่สามารถป้องกันสายพันธ์ที่ติดแล้วแต่สามารถป้องกันสายพันธ์อื่นได้
ไม่สามารถป้องกันโรคทางเพศสัมพันธ์ชนิดอื่นๆได้
ไม่สามารถรักษาหูดหงอนไก่ได้
คนที่มีภูมิคุ้มกันต่ำการฉีดอาจได้ผลต่ำกว่าคนทั่วไป

อายุที่แนะนำและเกิดประโยชน์สูงสุดคือ สตรีอายุระหว่าง 11-26 ปี


ปริมาณการฉีด
0.5 มก. ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ ครั้งที่ 1 ในวันที่เข้ารับบริการ จากนั้นฉีดซ้ำในเดือนที่ 1 และเดือนที่ 6 หรือเดือนที่ 2 และเดือนที่ 6