gototopgototop
 

  • Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
Thai (ภาษาไทย)English (United Kingdom)
Women Center

Women Center

Therapeutic, surgical procedures of obstetrics and gynaecological problems.

Family planning, Antenatal care, Prenatal Diagnosis , Caesarean Section, Gynecologic Cancer, etc.

More...
Gastrointestinal Center

Gastrointestinal Center

Biliary diseases, Colonoscopy, Biliary drainage, Pancreatic diseases ...

Endoscopy, GI Infections, Gastroscopy, Hepatic (Liver) diseases and liver transplant operations ...

More...
Eye Center

Eye Center

Refractive surgery, Cataract - Corneal diseases - Glaucoma- Retinal disease ...

Pediatric ophthalmology, Phacoemulsification technique for Cataract surgery, Glaucoma treatment, Laser treatment ...

More...
Arthroplasty Center

Arthroplasty Center

Knee Replacement with Prosthesis 239,000 Thai Baht per Side

Knee Replacement with Prosthesis 239,000 Thai Baht per Side

More...
Vegetarian Cafeteria

Vegetarian Cafeteria

... healthy vegetarian food by our skilled chefs. Open 06.00 -18.30 everyday.

Enjoy healthy vegetarian food by our skilled chefs. Open 06.00 -18.30 everyday.

More...
Frontpage Slideshow | Copyright © 2006-2011 JoomlaWorks Ltd.
Welcome to Mission Hospital
Hand, Foot and Ankle Surgery Center Hand, Foot and Ankle Surgery Center Mission Hospital offers a complete ran... Read more
Mission Hospital Overview Mission Hospital Overview   Mission Hospital is a general hospita... Read more
Spine Center Spine Center Mission Hospital's Spine Center provid... Read more
Our activities Our activities All Gallery  Graud Openning Mission E... Read more

wellness-center

Tooth veneers in Thailand, Teeth implants in Thailand

Teeth whitening in Thailand, Tooth veneers in Thailand

e-newsletters

Video about Mission Hospital

News & Health Articles

Anterior Cruciate Ligament (ACL)

           Is intra articular ligament of the knee which stabilizes an...
Read more...

Anterior Cruciate Ligament (ACL)

           Is intra articular ligament of the knee which stabilizes and facilitate normal knee motion during general walking as well as during playing sports.
ACL injury usually occurs in sports related activities such as sudden twist and deceleration while playing football or jumping up to hit volleyball. It also occurs due to direct trauma to the knee from a fall or traffic accidents.
In acute ACL injury, there will be moderate to severe pain and usually swelling follows due to the bleeding in the joint. It is not possible to continue sports activities or even unable to put on weight on injured knee and walk.
In old ACL tear or chronic ACL insufficient knee, most of the cases are able to walk and run but will have more or less the sense of knee instability, pain or sudden weakness and fell down during pivot activities. i.e. loss balance and fall after  sudden twist or turn while running or landing on ACL deficient knee.
Acute tear or chronic ACL insufficiency can be diagnosed by careful patient injury history taking and proper physical examination. The x-ray and MRI are the imaging studies done to confirm diagnosis as well as to look for associate injuries such as a tear of meniscus, chip fracture or cartilage injury.
In young active patient or person who lives active life style and wish to continue sports are advised to go for surgical treatment option. Surgery is also advised in ACL injury associated with unstable meniscus, cartilages and multiple ligament injury.  
ACL repair is done when there is avulsion (a chip fracture where ACL attaches to the tibial bone) and ACL reconstruction is done when there is midsubstance tear or peel off the bony attachment. These procedures can be done arthroscopically (Keyhole operation seeing through the camera and working with small sophisticated instruments).  
Without ACL reconstruction the knee remains unstable and with sports participation, activities that require twisting, cutting, jumping actions will put other structure of the knee at risk and most likely will damage it in near future and eventually ends up with osteoarthritis of the knee joint.
Dr. Harjeet Singh Bhatia.
Consultation : This e-mail address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it
Arthroplasty Center : 0 2282 1100 # 0

Read more...

การผ่าตัดเอ็นไขว้หน้าผ่านกล้องแนวใหม่ โดยใช้เอ็นมาทดแทนสองเส้น(Arthroscopic Double Bundle Anterior)

  การผ่าตัดเอ็นไขว้หน้าผ่านกล้องแนวใหม่  โดยใช้เอ็นมาทดแทนสองเส้น(Art...
Read more...

การผ่าตัดเอ็นไขว้หน้าผ่านกล้องแนวใหม่ โดยใช้เอ็นมาทดแทนสองเส้น(Arthroscopic Double Bundle Anterior)

 

การผ่าตัดเอ็นไขว้หน้าผ่านกล้องแนวใหม่  โดยใช้เอ็นมาทดแทนสองเส้น
(Arthroscopic Double Bundle Anterior Cruciate Ligament Reconstruction)

 

เอ็นไขว้หน้า (ACL) เป็นเอ็นที่อยู่ในข้อเข่า มีหน้าที่สำคัญในการป้องกันไม่ให้มีการเคลื่อนตัวของกระดูกหน้าแข่งไปข้างหน้ามากกว่าปกติ (Anterior Tibial Translation) และป้องกันไม่ให้เกิดการหมุนของข้อเข่า ดังนั้นถ้าเอ็นไขว้หน้าขาดจะทำให้เกิดภาวะเข่าไม่มั่นคง (Knee instability) ส่วนใหญ่แล้วมักพบการฉีกขาดของเอ็นไขว้หน้า จากการเล่นกีฬา ผู้ป่วยที่มีอายุน้อย มีความจำเป็นที่ต้องทำงานหนัก หรือเล่นกีฬา ควรได้รับการรักษาโดยการผ่าตัดนำเส้นเอ็นส่วนอื่นของร่างกายที่มีความสำคัญน้อย มาทดแทนเอ็นไขว้หน้าที่ขาดไป 
ปัจจุบันการผ่าตัดเอ็นไขว้หน้าผ่านกล้องมีหลายวิธี และมีการพัฒนาวิธีการผ่าตัดอย่างต่อเนื่อง เพื่อที่จะทดแทนตำแหน่งและเลียนแบบหน้าที่และการทำงานของเอ็นไขว้หน้าให้ได้ใกล้เคียงของเดิมมากที่สุด (Anatomic ACL-R)
การผ่าตัดเอ็นไขว้หน้าผ่านกล้องโดยใช้เอ็นมาทดแทนสองเส้น (Arthroscopic double bundle ACL-R) เป็นวิธีการผ่าตัดแนวใหม่ที่เลียนแบบธรรมชาติมากที่สุด  ให้ผลการรักษาที่ดีเยี่ยม และผู้ป่วยสามารถกลับไปทำงานหนัก หรือเล่นกีฬาได้ใกล้เคียงระดับเดิม

11

 


  การฉีกขาดของเอ็นไขว้หน้า

 

 

                            Single bundle ACL-R                                                                                            Double bundle ACL-R
                  ใช้เอ็นมาทดแทนเส้นเดียว                                                                                    ใช้เอ็นมาทดแทนสองเส้น

            22                                 

 

เส้นเอ็นส่วนอื่นที่นำมาทดแทนเอ็นไขว้หน้าที่ขาดไป

 33

 ภาพการผ่าตัดเอ็นไขว้หน้าผ่านกล้อง  โดยใช้เอ็นมาทดแทนสองเส้น

3

 
ภาพ X-ray ข้อเข่าหลังผ่าตัดเอ็นไขว้หน้าผ่านกล้อง โดยใช้เอ็นมาทดแทนสองเส้น
ศูนย์กระดูกและข้อโรงพยาบาลมิชชชั่น

Read more...

การผ่าตัดส่องกล้องในข้อ(Arthroscopic Surgery)

Arthroscopic Surgery การผ่าตัดส่องกล้องในข้อ   คืออะไร ? &nb...
Read more...

การผ่าตัดส่องกล้องในข้อ(Arthroscopic Surgery)

Arthroscopic Surgery
การผ่าตัดส่องกล้องในข้อ

1

 

คืออะไร ?

        คือการผ่าตัดแนวใหม่โดยใช้กล้องวีดีโอขนาดเล็กสอดเข้าไปในข้อและต่อสัญญาณเข้ากับจอภาพทีวี ทำให้เห็นส่วนต่างๆภายในข้อได้อย่างชัดเจนทางจอภาพทีวี อีกทั้งยังมีการพัฒนาเครื่องมือซึ่งมีขนาดเพียง 0.5 เซนติเมตร อีกหลายชนิด เพื่อใช้ในการรักษาความผิดปกติภายในข้อ
ดังนั้นการผ่าตัดส่องกล้องในข้อจึงเป็นการผ่าตัดแนวใหม่ที่สามารถทำในข้อต่างๆเช่น ข้อเข่า ข้อไหล่ ข้อศอกได้ เห็นความผิดปกติภายในข้อได้ชัดเจนกว่าผ่าตัดแบบเปิดข้อแบบเดิม ขณะเดียวกันสามารถทำการรักษาได้ดีโดยที่ผู้ป่วยจะมีบาดแผลขนาดเล็กที่เกิดจากการใส่กล้องและเครื่องเมือผ่าตัดขนาด0.5 เซนติเมตรเพียง 1-2 แผล ความเจ็บปวดหลังผ่าตัดจะน้อย ระยะเวลารักษาตัวในโรงพยาบาลจะสั้น การพักฟื้นและการทำกายภาพบำบัดหลังผ่าตัดจะง่ายและได้ผลดีกว่าการผ่าตัดแบบเดิมมาก

2

ใช้รักษาความผิดปกติแบบใดบ้าง ?

- ข้อเข่าบาดเจ็บจากการกีฬา (Sports injury)
       เป็นภาวะที่พบได้บ่อยในหนุ่มสาว การบาดเจ็บและฉีกขาดของเส้นเอ็นไขว้หน้า เส้นเอ็นไขว้หลัง หมอนรองกระดูกหรือการบาดเจ็บของกระดูกอ่อนผิวข้อ ทั้งหมดที่กล่าวมาสามารถซ่อมแซมแก้ไขหรือ สร้างขึ้นมาใหม่ได้โดยการผ่าตัดส่องกล้อง ซึ่งเป็นวิธีการรักษาที่มาตรฐานแล้ได้ผลดีที่สุดในปัจจุบัน ผู้ป่วยเจ็บตัวน้อย ใช้เวลาพักตัวสั้น และสามารถกลับไปประกอบกิจกรรมที่ต้องการได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การเย็บซ่อมหมอนรองกระดูก

3

 

 

การสร้างเอ็นไขว้หน้า

4

- ข้อเข่าเสื่อม(Osteoarthritis)

        การผ่าตัดส่องกล้องช่วยทำไห้อาการดีขึ้นได้ในผู้ป่วยที่มีภาวะข้อเข่าเสื่อมในระยะเริ่มต้นและปานกลาง โดยการกำจัดเศษกระดูกผิวข้อที่เสื่อมสภาพ การกำจัดเศษหินปูนที่หลุดลอยอยู่ในข้อ ตลอดจนการกระตุนการงอกใหม่ของกระดูกอ่อนผิวข้อ หากภาวะความเสื่อมของข้อเข่ามีมากถึงระดับหนึ่งแล้ว อาจจะต้องพิจารณาวิธีอื่นๆ เช่น การผ่าตัดเพื่อเปลี่ยนแนวขา หรือการผาตัดข้อเทียม เป็นต้น

5- ข้อไหล่ไม่มั่นคง (shoulder instability)

         การผ่าตัดส่องกล้องสามารถซ่อมแซมเส้นเอ็นในข้อไหล่ที่ฉีกขาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ การ ดูแลผู้ป่วยหลังผ่าตัดค่อนข้างง่ายและลดโอกาสการเกิดข้อไหล่ติดซึ้งเป็นภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญของการผ่าตัดแบบเดิม ได้เป็นอย่างดี
- เอ็นหมุนข้อไหล่อักเสบ-ฉีกขาดมี หินปูนเกาะในเส้นเอ็น
การผ่าตัดส่องกล้องสามารถมองเห็นความผิดปกติที่เกิดขึ้นได้อย่างละเอียดสามารถกรอหินปูนที่เป็นสาเหตุให้เจ็บปวดหรือทำไห้เส้นเอ็นฉีกขาดออก ได้ โดยไม่ทำอันตรายต่อกล้ามเนื้อข้างเคียงทำไห้สามารถใช้ข้อไหล่ได้ทันทีหลังผ่าตัด

6

ข้อดีของการผ่าตัดส่องกล้องในข้อมีอะไรบ้าง ?

- เนื่องจากกล้องวีดีโอที่ใช้มีประสิทธิภาพและกำลังขยายสูงดังนั้นภาพที่เกิดขึ้นจะทำไห้แพทย์เห็นความผิดปกติได้อย่างชัดเจนจึงนํามาเป็นเครื้องมือในการวินิจฉัยโรคได้อย่างถูกต้อง
- การผ่าตัดบางอย่างจะทำได้ดีด้วยการผ่าตัดส่องกล้องในข้อขณะที่การผ่าตัดแบบเปิดข้อแบบเดิมไม่สามารถทำได้ เช่น การผ่าตัดเพื่อตัดหรือเย็บซ่อมหมอนรองกระดูกข้อเข่า การกำจัดเศษหินปูนที่หลุดลอยอยู่ในข้อเข่าเป็นต้น
- บาดแผลขนาดเล็กกว่าการผ่าตัดแบบเดิมมาก ทำไห้แผลสวยกว่า แต่เหตุผลสำคัญยิ่งไปกว่านั้นคือ ความเจ็บปวดหลังผ่าตัดน้อยกว่า เนื่องจากมีการทำลายเนื้อเยื่อน้อย ใช้ระยะเวลาในการอยู่โรงพยาบาลน้อยกว่าเดิม การ ทำกายภาพบำบัดหลังผ่าตัดงายกว่า และใช้เวลาพักฟื้นสั้นสามารถกลับไปประกอบอาชีพการงานได้เร็วขึ้น

แผลหลังผ่าตัดส่องกล้อง

7-1

แผลหลังผ่าตัดแบบเปิดข้อ

7-2
ข้อเสียของการผ่าตัดส่องกล้องในข้อมีอะไรบ้าง ?

- เนื่องจากการผ่าตัดส่องกล้องในข้อมีความจําเป็นต้องใช้อุปกรณ์ เครื่องมือในการผ่าตัดที่ เฉพาะที่มีราคาสูงจึงเป็นข้อจํากัดในการใช้อย่างแพ่รหลายเมื้อเทียบกับการผ่าตัดแบบเปิด
- การผ่าตัดส่องกล้องในข้อเป็นการผ่าตัดที่ต้องใช้ทักษะและเวลาในการเรียนรู้มากกว่าการผ่าตัดแบบเปิด.


น.พ. ฮาร์ยิต ซิงห์ บัดติยา

Read more...

เทคนิคการทำหน้าด้วยเครื่อง Finescan ทางเลือกใหม่เพื่อผิวสวย

เทคนิคการทำหน้าด้วยเครื่อง Finescan ทางเลือกใหม่เพื่อผิวสวยปัญหาผิวหน้...
Read more...

เทคนิคการทำหน้าด้วยเครื่อง Finescan ทางเลือกใหม่เพื่อผิวสวย

iconเทคนิคการทำหน้าด้วยเครื่อง Finescan ทางเลือกใหม่เพื่อผิวสวย
ปัญหาผิวหน้า ถือเป็นปัญหาใหญ่ที่ทำให้หลายคนขาดความมั่นใจ ปัจจุบันมีวิธีการรักษามากมาย แตกต่างกันและแน่นอนคงนี้ไม่พ้น การนำเทคโนโลยี หรือ นวัตกรรมใหม่ๆ เข้ามามีส่วนช่วย ล่าสุดมีการนำนวัตกรรม Finescan เข้ามาเพื่อรักษาปัญหาผิวหน้าและผิวกาย
Finescan คืออะไร
Finescan เป็นเทคโนโลยีใหม่ ในการรักษาผิวหน้า โดยใช้ระบบการยิงเลเซอร์เป็นคลื่นแสงที่ 1550 นาโนเมตร ซึ่ง จะเข้าไปการกระตุ้นการสร้างคอลาเจนใต้ผิว อย่างที่รู้กันว่าเมื่ออายุเข้าสู่เลข 35 สภาพผิวจะเริ่มเสื่อมสภาพลงเรื่อยๆ มาในรูปแบบของริ้วรอย ร่องแก้มที่ลึกมากขึ้น ผิวหน้าเหี่ยวหย่อนคล้อยไปตามวัย
หากคุณยังต้องการให้ผิวสวยดูเปล่งปลั่ง แน่นนอนชั้นคอลาเจนต้องหนาและแน่น เพื่อความยืดหยุ่นที่ดีของผิว ซึ่งเทคโนโลยี Finescan ตัวนี้จะเข้าไปมีส่วนช่วยในการแก้ไขสภาพผิวให้ดูดีขึ้น โดยการสแกนเข้าสู่ผิวเป็นจุดเล็กๆลงใต้ผิวในชั้นคอลาเจน ก็จะมีการกระตุ้นเส้นใยคอลลาเจนขึ้นมาใหม่ ซึ่งจะทำให้ผิวแน่นขึ้นและดูเปล่งปลั่งโดยหลังจากการทำ Finescan ประมาณ 4 สัปดาห์
เทคโนโลยีนี้เหมาะกับใคร?
เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาผิว เช่น หลุมสิว แผลร่องลึกที่มีการทำลายชั้นคอลลาเจนตรงจุดนั้นไป ร่วมถึงในรายที่มีริ้วรอยไปตามวัยอาจจะตั้งแต่อายุ 30-35 ปีขึ้นไป สามารถทำได้กับทุกสภาพผิว ซึ่งการทำลักษณะนี้จะไม่มีผลกับเม็ดสีของผิว ฉะนั้นผิวขาวผิวคล้ำก็สามารถทำได้หมด โดยขึ้นอยู่กับปัญหาของผิวมากกว่า หากเกิดแผลหลุมลึก เช่นแผลจากอีสุกอีใส ก็อาจจะต้องใช้พลังงานเพิ่มมากขึ้น แต่ถ้ามีแค่ริ้วรอย ใบหน้าหย่อนคล้อย ต้องการเพียงให้ผิวกระชับขึ้น หรือรูขุมขนกระชับ ก็จะใช้ลำแสงในพลังงานที่น้อยลงมา
นอกจากผิวหน้าแล้ว Finescan ตัวนี้ยังช่วยเรื่องหน้าท้องแตกลาย ก้นลาย รอยแตกตามต้นแขน ต้นขาหรือเอว โดยใช้ระยะเวลาในการทำ ประมาณ 30 นาที แต่ก็จะต้องเตรียมตัวในการทำประมาณ 2 ชั่วโมง โดยจะต้องทายาชาไว้ก่อน ประมาณ 1 ชั่วโมง ผู้รับบริการจะไม่รู้สึกเจ็บ และในระหว่างทำก็จะมีลมเย็นเป่าเพื่อช่วยให้สบายผิวหน้ามากขึ้น เมื่อทำเสร็จแล้วผิวหน้าก็อาจจะออกชมพูๆ แดงๆขึ้นเล็กน้อย และมีความรู้สึกร้อนๆ ที่ผิวหน้า จึงต้องให้วางคอลลาเจนแมสเสริมและเป่าเย็นเพิ่มเติม วันรุ่งขึ้นก็สามารถแต่งหน้าได้ตามปกติ ทำงานได้ เพราะว่าจุดลำแสงเลเซอร์ที่ลงไปบนผิวหน้ามีขนาดเล็กมากจนมองด้วยตาเปล่าไม่เห็น และสามารถทำซ้ำได้อีกประมาณ 1 เดือนครึ่งถึง 2 เดือนหลังจากนี้
สิ่งที่ต้องหลีกเลี่ยงจากการทำ Finescan
เนื่องจากหลังการทำเลเซอร์ ใบหน้ายังมีความร้อนอยู่ ฉะนั้นควรหลีกเลี่ยงแสงแดด ประมาณ 1 สัปดาห์ แต่ก็ยังสามารถไปทำธุระได้ปกติ เทคโนโลยีตัวนี้ ผู้รับบริการอาจจะมาทำวันอาทิตย์ วันจันทร์ก็ไปทำงานได้โดยที่เพื่อน ๆที่ทำงานไม่สังเกตเห็น
มีผลข้างเคียงหรือไม่
จากผลการทดสอบและกระแสตอบรับเทคโนโลยี Finescan จะดีมาก ด้วยเทคโนโลยีตัวนี้ ผู้รับบริการจะแค่รู้สึกว่าหลังทำผิวร้อนๆ วูบๆ เหมือนไปอาบแดดมาเท่านั้น อย่างสมัยก่อนสำแสงที่กระตุ้นชั้นคอลลาเจนจะมีขนาดใหญ่ พอยิงเข้าไป จะเกิดเป็นจุดสแกนบนใบหน้า เห็นเป็นจุดขาวๆ เต็มไปหมด ผ่านไประยะหนึ่งก็จะเห็นเป็นจุดสีน้ำตาล แล้วค่อยลอกหล่น ผู้รับบริการจะมีความลำบากในการไปทำงาน แต่เทคโนโลยี Finescan หลังทำแล้ว สามารถใช้ชีวิตในประจำวันได้อย่างปกติ

Read more...

มะเร็งในสตรีที่ควรใส่ใจ

มะเร็งในสตรีที่ควรใส่ใจ  1 . มะเร็งเต้านม  เป็นมะเร็งที่พบมากที่สุดใน...
Read more...

มะเร็งในสตรีที่ควรใส่ใจ

มะเร็งในสตรีที่ควรใส่ใจ 
1 . มะเร็งเต้านม  เป็นมะเร็งที่พบมากที่สุดในสตรี สาเหตุของมะเร็งเต้านมเกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน ได้แก่ ปัจจัยทางพันธุกรรมโดยเชื่อว่ามียีนบางตัวที่มีการกลายพันธุ์แล้วเกิดเป็นเซลล์มะเร็ง ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม อาหารการกิน และฮอร์โมนเพศหญิง
การป้องกัน 
ควรได้รับการตรวจคัดกรองมะเร็งตั้งแต่เนิ่นๆ ทั้งนี้อาจตรวจด้วยตัวเองก่อน โดยอายุหลังจาก 20 ปีขึ้นไป ควรจะตรวจเต้านมด้วยตัวเองเดือนละครั้ง หรือบ่อยครั้งตามต้องการ หากมีความผิดปกติเช่น  มีก้อนเล็ก ๆ ที่เต้านม มักไม่มีอาการเจ็บปวด บวม หรืออักเสบ ก้อนจะโตขึ้นเรื่อยๆ หรือเต้านมมีรูปร่างผิดปกติ มีการดึงรั้งของหัวนม ในบางรายเมื่อบีบหัวนมจะมีน้ำเหลืองหรือเลือดไหลซึม ควรปรึกษาแพทย์  ทั้งนี้หาก อายุ 20-39 ปีขึ้นไป ควรได้รับการตรวจเต้านม โดยแพทย์ปีละครั้ง  เมื่ออายุขึ้นสู่เลข 40  ควรได้รับการตรวจเต้านม โดยแพทย์ปีละครั้ง  ทำแมมโมแกรม ทุกปี 
ผู้หญิงกลุ่มเสี่ยงต่อ มะเร็งเต้านม  
1.มะเร็งเต้านมพบมากในผู้หญิงที่อายุมากว่า 40  ปีขึ้นไปและจะบ่อยขึ้นในผู้หญิงที่มีอายุเลยวัย 50 ปี 
2.ผู้หญิงที่มีประวัติว่าในครอบครัวเป็นมะเร็งเต้านม 
3.ผู้ที่มีบุตรหลังอายุ 30 ปี ร่วมทั้งผู้หญิงที่ไม่เคยมีบุตรเลย
4.ผู้หญิงที่มีเต้านมเต่งตึงเกินอายุ มีความแน่นของเนื้อเต้านมมาก
5.ผู้หญิงที่มีประจำเดือนตั้งแต่ก่อนอายุ 12 ปี หรือมีประจำเดือนหมดช้า หลังอายุ 55 ปี ก็จะมีความเสี่ยงเพิ่มมากขึ้น 
6.ผู้ที่รับประทานฮอร์โมนเพศหญิง หรือผู้ที่รับประทานยาคุมกำเนิดเป็นระยะเวลานาน 
7.การสูบบุหรี่
2.มะเร็งปากมดลูก  สาเหตุสำคัญของโรคมะเร็งปากมดลูก มักเกิดจากการติดเชื้อจากไวรัสตัวร้ายที่ชื่อว่า "Human papilloma viruses (HPV) ที่ติดต่อจากการมีเพศสัมพันธ์ ส่วนมากการได้รับเชื้อจะมาจากเพศชาย ซึ่งครั้งหนึ่งคุณสามีอาจเคยไปซุกซนกับผู้หญิงคนอื่นมา จนได้รับไวรัส HPV สายพันธุ์เสี่ยงอยู่ที่ผิวหนังอวัยวะเพศ เมื่อมีเพศสัมพันธ์กับภรรยา ทำให้ภรรยาโชคร้ายไปรับไวรัส HPV สายพันธุ์เสี่ยงที่ก่อโรคมะเร็ง
ผู้หญิงกลุ่มเสี่ยงต่อ มะเร็งปากมดลูก  
1.การที่มีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุยังน้อย 
2.มีคู่นอนนอนหลายคน หรือฝ่ายชายที่มาร่วมหลับนอนด้วยมีคู่นอนหลายคน 
3.มีเพศสัมพันธ์กับผู้ชายที่ มีประวัติที่มีโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ หรือผู้ชายที่มีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุยังน้อย  
4. การสูบบุหรี่ 
5. ภาวะมีภูมิคุ้มกันต่ำ เช่น ติดเชื้อ HIV
6 พันธุกรรม
7.การคลอดบุตรหลายคน
การป้องกัน 
ควรตรวจคัดกรองประจำปีเช่นกัน โดยส่วนใหญ่ ถ้าผู้หญิงปกติทุกคนที่ยังไม่มีเพศสัมพันธ์เลยแนะนำว่าอายุ 21 ปีขึ้นไปก็ควรมาตรวจคัดกรองทุกปี และถ้ามีเพศสัมพันธ์ครั้งแรก ภายใน 3 ปี ต้องตรวจคัดกรองด้วย  ทั้งนี้ควรสังเกตตัวเองหากมีอาการตกขาวเรื้อรัง มีกลิ่นแรง หรือเลือดประจำเดือนมาผิดปกติ  มีเลือดออกจากช่องคลอด นี่คือสัญญาณอันตรายที่คุณผู้หญิงไม่ควรนิ่งนอนใจ ต้องรีบไปพบแพทย์โดยด่วน 
ทั้งนี้การตรวจคัดกรองมะเร็งถือเป็นทางออกที่ดี ทางหนึ่งที่ผู้หญิงสามารถป้องกันได้โดยง่าย  เนื่องจากสามารถรักษาอาการได้ทันท่วงที  แต่หากโชคร้ายมีอาการบ่งชี้ว่าเป็นมะเร็งแล้วด้านวิธีการรักษาก็จะเป็นหน้าที่แพทย์ แต่ตัวของคุณเองก็ต้องเตรียมรับมือด้วย เช่นกัน โดยการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ  การพักผ่อนให้เพียงพอ ทำใจให้สบาย สร้างกำลังใจให้ตัวเอง ให้มองโลกในแง่ดี  ใช้วิกฤติให้เป็นโอกาสที่เราจะได้ดูแลตัวเองมากขึ้น กินอาหารที่มีประโยชน์  ด้วยการบริโภคผักให้มาก ลดแป้ง ลดน้ำน้ำตาล  และลดอาหารไขมันสูง 

Read more...

การดูแลสุขภาพฟันเด็กในวัยเรียน (5 -12 ปี)

ศูนย์ทันตกรรมโรงพยาบาลมิชชั่น กรุงเทพฯ ตามข้อมูลจากกรมอนามัยพบว่า เด็...
Read more...

การดูแลสุขภาพฟันเด็กในวัยเรียน (5 -12 ปี)

ศูนย์ทันตกรรมโรงพยาบาลมิชชั่น กรุงเทพฯ

ตามข้อมูลจากกรมอนามัยพบว่า เด็กไทยในวัยเรียนซึ่งมีช่วงอายุระหว่าง 5- 12 ปี มีปัญหาฟันผุกว่าครึ่ง ซึ่งสาเหตุส่วนใหญ่มาจากพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่ไม่ถูกต้อง เนื่องจากเด็กในวัยนี้ชอบรับประทาน ขนมขบเคี้ยวและดื่มน้ำอัดลมซึ่งเป็นอาหารและเครื่องดื่มที่เป็นสาเหตุของปัญหาฟันผุ เพราะมีส่วนผสมของแป้งและน้ำตาลสูง
สาเหตุของความนิยมในการบริโภคอาหารแป้งและเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูงนี้ นอกจากจะมีกลิ่น รสชาติ และสีสันที่ชวนรับประทานแล้ว การทำโฆษณาประชาสัมพันธ์ทางโทรทัศน์ก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งในการสร้างความนิยมให้แก่ผู้บริโภคที่เป็นเด็กในวัยเรียนอย่างมาก เพราะเด็กในช่วงวัยดังกล่าว สามารถรับเอาสื่อโฆษณาเหล่านี้ได้ง่ายเนื่องจากโฆษณาจะทำมาเพื่อเด็กโดยตรงแล้วยังมีช่วงเวลาออกอากาศที่ตรงกับเวลาว่างของเด็กอีกด้วย พฤติกรรมการบริโภคเช่นนี้นอกจากจะก่อให้เกิดฟันผุในเด็กวัยเรียนแล้วยังเป็นสาเหตุของโรคอ้วนที่เป็นปัญหาสำคัญของเด็กในปัจจุบัน
ในขณะที่เด็กจำนวนน้อยเท่านั้น ที่ผู้ปกครองให้ความสนใจในการรักษาความสะอาดในช่องปากและสอนเด็กให้สามารถแปรงฟันได้อย่างถูกวิธี เนื่องจากไม่ได้เล็งเห็นความสำคัญของการดูแลสุขภาพช่องปากในเด็ก เพราะมักมีความเข้าใจว่าสามารถรอให้โตก่อนจึงค่อยให้ความสำคัญ พฤติกรรมการรับประทานอาหารของเด็กในวัยเรียนและการขาดความเอาใจใส่จากผู้ปกครองดังกล่าวเป็นสาเหตุสำคัญที่นำมาซึ่งปัญหาฟันผุและโรคทางช่องปากอื่นๆในเด็กวัยเรียน
การดูแลสุขภาพฟันของเด็กในวัยนี้ต้องอาศัยความเอาใจใส่อย่างมากจากพ่อ แม่และผู้ปกครอง การดูแลสุขภาพปากและฟันของคุณพ่อคุณแม่เองอย่างดี จะแสดงให้เด็กเห็นว่าสุขภาพปากและฟันเป็นสิ่งที่มีค่า นอกจากนี้ อะไรก็ตามที่ช่วยให้เด็กรู้สึกว่าการดูแลสุขภาพปากและฟันเป็นเรื่องสนุก เช่น การแปรงฟันไปกับเด็ก การให้เด็กเลือกแปรงสีฟันด้วยตนเอง ก็จะเป็นการสนับสนุนการดูแลสุขภาพปากและฟันอย่างเหมาะสมกับเด็กได้ แปรงฟันสีฟันสำหรับเด็กนั้นควรมีขนที่อ่อนนุ่มและใช้ร่วมกับยาสีฟันที่มีส่วนผสมของฟลูออไรด์ และที่สำคัญต้องคอยดูแลไม่ให้เด็กกลืนยาสีฟัน

การไปพบทันตแพทย์เด็กเป็นสิ่งสำคัญอีกเรื่องหนึ่งที่ผู้ใหญ่มักจะมองข้าม ทั้งที่ความเป็นจริงแล้วเราควรจะฝึกให้เด็กมีความคุ้นเคยกับการไปพบทันตแพทย์โดยเร็วที่สุด และทันตแพทย์จะสามารถประเมินสภาพช่องปากและฟันของเด็กได้ว่าควรได้รับการดูแลเป็นพิเศษหรือไม่ ตัวอย่างเช่นทันตแพทย์จะประเมินว่าเด็กคนนั้นๆจะต้องได้รับการเคลือบร่องฟันเพื่อป้องกันฟันผุ โดยวัสดุเคลือบร่องฟันเป็นพลาสติกเคลือบบางๆ ที่จะนำไปเคลือบฟันที่ใช้บดเคี้ยวอาหารซึ่งจะเป็นบริเวณที่เกิดฟันผุได้บ่อย การเคลือบร่องฟันเป็นขั้นตอนที่ไม่เจ็บ และทำเสร็จได้ในครั้งเดียวที่พบทันตแพทย์ นอกจากนี้การไปพบทันตแพทย์เป็นประจำจะเป็นการสร้างสุขภาพอนามัยทางช่องปากที่ดีให้กับเด็กและช่วยลดปัญหาในช่องปากที่จะนำไปสู่โรคอื่นๆที่จะตามมาภายหลังอีกด้วย

Read more...

โรคตาในผู้สูงอายุ

โรคตาในผู้สูงอายุ!!! เมื่อคนเราอายุมากขึ้น อวัยวะต่างในร่างกายก็เกิ...
Read more...

โรคตาในผู้สูงอายุ

โรคตาในผู้สูงอายุ!!!
เมื่อคนเราอายุมากขึ้น อวัยวะต่างในร่างกายก็เกิดการเสื่อมถอยตามอายุ ดวงตาก็เช่นกัน ยิ่งอายุก้าวเข้าสู่เลข 40 ด้วยแล้วปัญหาตาฝ้าฝางคงเป็นปัญหาหนึ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ฉะนั้นในวัยนี้จึงควรได้รับการตรวจตา เพื่อหาความผิดปกติเนื่องจากโรคบางโรคจะพบมากขึ้นเมื่อเราอายุมากขึ้นก็เป็นได้ ดังนั้นควรเข้ารับการตรวจตาอย่างสม่ำเสมออย่างน้อยปีละครั้ง หากมีความผิดปกติจะได้รักษาได้อย่างทันท่วงที 
4   ปัญหาดวงตาที่พบบ่อยกับผู้สูงอายุ 
1.ต้อกระจก  
เป็นปัญหาโรคตาที่พบได้บ่อยที่สุดในผู้สูงอายุ ซึ่งเกิดจากการขุ่นของเลนส์ แก้วตาดวงตาของคนเราจะมีระบบการทำงานคล้ายกับกล้องถ่ายรูป เลนส์แก้วตาคือระบบเลนส์ที่ทำหน้าที่โฟกัสภาพ ซึ่งควรจะต้องใส แต่เมื่อเลนส์แก้วตาขุ่นมัว ซึ่งถือเป็นเรื่องธรรมชาติที่เกิดขึ้นกับทุกคน  จะทำให้ดวงตามัวลงช้าๆ โดยไม่มีอาการปวดหรือการอักเสบในตา อาจมองเห็นภาพซ้อน หรือภาพบิดเบี้ยว บางรายขับรถลำบากเวลากลางคืน 
เมื่อเป็นเรื่องธรรมชาติซึ่งไม่อาจหลีกเลี่ยงได้  ดังนั้นสิ่งที่ดีที่สุด  คือ ชะลอและป้องกันจากปัจจัยที่ทำให้เกิดต้อกระจก โดย หลีกเลี่ยงแสงแดด รังสี และการใช้ยาหยอดตาชนิดที่มีสารสเตียรอยด์ และหลีกเลี่ยงอุบัติเหตุต่อดวงตา รวมถึง เพิ่มการรับประทานอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ 
วิธีการรักษา
ในปัจจุบันการรักษาต้อกระจกได้ผลดีมาก ซึ่งทำโดยการใช้คลื่นเสียงความถี่สูงอัลตร้าซาวด์สลายต้อกระจก คนไขก็จะกลับมาเห็น ภาพคมชัดขึ้น  
2. โรคเบาหวานขึ้นจอประสาทตา 
 ในภาวะนี้จะเกิดขึ้นร่วมกับโรคเบาหวาน โดยมักจะเกิดขึ้นได้ในคนที่เป็นโรคเบาหวานในระยะเวลานาน  อาการจะยิ่งแย่ลงที่ในกรณีที่คุมน้ำตาลไม่ดี แต่ถ้าคุมน้ำตาลได้ดีโอกาสที่จะเป็นโรคเบาหวานขึ้นตาจะน้อยลง  ทั้งนี้ในคนที่เป็นหวานก็ควรเข้ารับการตรวจเช็คดวงตาเป็นประจำอย่างน้อยปีละครั้ง เนื่องจากการตรวจพบ เบาหวานขึ้นตาในระยะแรกจะสามารถรักษาได้ผลดีกว่า  เมื่อเป็นมากแล้ว 
วิธีการรักษา
ถ้าได้รับการตรวจคัดกรองเป็นประจำและพบเบาหวานขึ้นตา ตั้งแต่อยู่ในระยะที่ไม่รุนแรงมากนักก็จะใช้การรักษาด้วยเลเซอร์ เพื่อไม่ให้โรคดำเนินไปจนพบมีเลือดออกในตาหรือตาพร่ามัวมาก เนื่องจกาผลการรักษาจะได้ผลดีกว่าและยุ่งยากน้อยกว่า
3.โรคจุดศูนย์กลางจอรับภาพเสื่อมในผู้สูงอายุ ( AMD : Age Related Macular Degeneration)
โรคนี้อาจเกิดจากการทำลายบริเวณจุดศูนย์กลางจอรับภาพ โดยไม่ทราบสาเหตุการเสื่อมที่แน่นอน จะเกิดในคนที่อายุ 55 ปีขึ้นไป หรือมากกว่านั้น ลักษณะอาการของโรค คือ จะเห็นภาพมัว บิดเบี้ยว สีจางลง มีปัญหาในการอ่าน หรือจำหน้าคน เห็นจุดดำอยู่กลางภาพ 
วิธีการรักษา
โรคจุดศูนย์กลางจอรับภาพเสื่อมในผู้สูงอายุ ไม่สามารถรักษาหายขาด แต่จะสามารถช่วยชะลอการดำเนินโรคนี้ได้ ด้วยการให้วิตามินเสริม อาทิ C, E, Zinc, lutein , zeaxanthin  การใช้แว่นที่มีการกรองรังสี Ultraviolet เป็นประจำจะช่วยลดลงและชะลอการเกิดโรคได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้ตัวผู้สูงอายุเองควรตรวจตาเป็นประจำทุกปี  
4.โรคต้อหิน
  โรคต่อหินเป็นโรคของดวงตาที่พบบ่อยชนิดหนึ่งในผู้สุงอายุ และมีอันตรายมากถึงขั้นบอดสนิท โรคนี้เกิดจากการมีความดันที่ตาสูง โดยอาจจะสูงมากหรือสูงเกินไปต่อสุขภาพตาของบุคคลนั้นๆ ซึ่งจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง โดยเกิดการสูญเสียของลานสายตาและขั้วประสาทตา  คนกลุ่มนี้มักประสบปัญหาขับรถเฉี่ยวชนได้ง่าย เดินสะดุด หรือชนของที่อยู่ทางด้านข้างได้ง่าย เพราะว่าไม่เห็นทางด้านข้าง  ถ้าเป็นมากๆ ก็จะทำให้เกิดการพร่ามัว  เห็นภาพเบลอ หรือมองเห็นแคบลงคล้ายมีอะไรบัง เห็นสีรุ้งรอบดวงไฟ ปวดเบ้าตาลึกๆ และปวดศีรษะข้างเดียวคล้ายไมเกรน หรือสูญเสียการมองเห็นไปได้ ถ้าไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที    มักเกิดกับผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป โดยช่วงแรกของโรคมักไม่มีอาการ ไม่ปวด ดังนั้นการตรวจคัดกรองและให้การวินิจฉัยและรักษาตั้งแต่เริ่มแรกจะสามารถช่วยไม่ให้เกิดการตาบอดได้  
วิธีการรักษา
ในปัจจุบันวิทยาการทางการแพทย์สำหรับการรักษาโรคต้อหินก้าวหน้าไปมาก นอกจากใช้ยาแล้ว เลเซอร์เอสแอลที  (Selective Laser Trabeculoplasty) ก็เป็นอีหนึ่งทางเลือกที่นิยมใช้ในการรักษาเป็นการใช้เลเซอร์ที่มีพลังงานต่ำๆ ไปทำปฎิกิริยากับเนื้อเยื่อเฉพาะบริเวณ มีผลทำให้ของเหลวไหลออกจากดวงตาได้ดีขึ้น ความดันลูกตาจึงลดลง โดยไม่ก่อให้เกิดการทำลายเนื้อเยื่อที่อยู่ข้างเคียงหรือเกิดน้อยมาก จึงเป็นวิธีการรักษาที่ปลอดภัยและได้รับความนิยมมากในขณะนี้
     

Read more...

เปิดศูนย์ตาเลสิก

ชื่นมื่นกันทั้งงาน.....โรง พยาบาลมิชชั่น ถ.พิษณุโลก (มูลนิธิ...
Read more...

เปิดศูนย์ตาเลสิก

img 8578

ชื่นมื่นกันทั้งงาน.....
โรง พยาบาลมิชชั่น ถ.พิษณุโลก (มูลนิธิคริสเตียนเมดิคอลฯ ) นายสมชัย ชื่นจิตร ผู้อำนวยการโรงพยาบาลมิชชั่น และหัวเรือใหญ่ของศูนย์ตาและเลสิคมิชชั่น พญ.ยุพิน ลีละชัยกุล จักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญต้อหินและต้อกระจก พร้อมด้วยนพ.กมลพงษ์ โอสถาวณิชวงศ์ กรรมการ บริษัท เอ๊กซเรย์คอมพิวเตอร์อุรุพงษ์ จำกัด ร่วมเป็นประธานในพิธีเปิดงานศูนย์ตาและเลสิกมิชชั่น คณะผู้บริหารย้ำ แม้เป็นมูลนิธิฯ แต่ยืนยันพร้อมให้บริการตรวจและรักษาสายตาแบบครบวงจร โดยทีมจักษุแพทย์โรงพยาบาลมิชชั่น เมื่อสัปดาห์ที่มา ณ นศูนย์ตาและเลสิกมิชชั่น

16

Good Health Good Life
โรง พยาบาลมิชชั่น ถ.พิษณุโลก (มูลนิธิคริสเตียนเมดิคอลฯ ) ร่วมกับนิตยสารสุขภาพดี จัดกิจกรรม Good Health Good Life งานนี้ผู้ร่วมงานได้รับฟังเสวนาหัวข้อดีๆ อาทิ กินมังสะวิรัติได้ประโยชน์จริงหรือ โดยคุณสรินทร นักกำหนดอาหารโรงพยาบาลมิชชั่น รวมถึง หัวข้ออินเทรน การดูแลสายตาเด็กในยุคไอที โดยพญ.ยุพิน ลีละชัยกุล จักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านต้อหินและต้อกระจก ร่วมด้วยคุณสเตฟานผู้บริหารนิตยสารสุขภาพดีมามอบของที่ระลึกแก่คุณกฤษณา ชื่นจิตร รองผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและประชาสัมพันธ์โรงพยาบาลมิชชั่น เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ณ แผนกผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลมิชชั่น

 



รวมภาพกิจกรรม


Read more...

รู้ไว้ ก่อนไปทำเลสิก

รู้ไว้ ก่อนไปทำเลสิก แพทย์หญิงยุพิน ลีละชัยกุล จักษุแพทย์ผู้เชี่ยว...
Read more...

รู้ไว้ ก่อนไปทำเลสิก

รู้ไว้ ก่อนไปทำเลสิก

แพทย์หญิงยุพิน ลีละชัยกุล

จักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านต้อหินและต้อกระจก

โรงพยาบาลมิชชั่น

สำหรับคุณที่มีสายตาผิดปกติ ต้องสวมแว่นหรือคอนแทคเลนส์จึงจะมองเห็นได้ชัดเจน คงมีบางครั้งกระมัง ที่จินตนาการถึงวันที่ตื่นเช้ามาแล้ว สามารถมองเห็นนาฬิกาที่แขวนอยุ่บนผนังได้ทันที โดยไม่ต้องคว้าแว่นมาสวม หรือจินตนาการว่าสามารถว่ายน้ำหรือดำน้ำโดยที่มองเห็นสิ่งรอบตัวได้ชัดเจนเป็นธรรมชาติ บางคนเบื่อหน่ายกับขั้นตอนการดูแลทำความสะอาดคอนแทคเลนส์อยู่บ่อยๆ ด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยีทางจักษุวิทยาในปัจจุบัน ทางออกใหม่ๆและดีกว่าย่อมเกิดขึ้นเสมอ เช่น การทำ Lasik ที่กำลังฮิตกันในปัจจุบัน

เลสิก (LASIK) คืออะไร

เลสิก หรือ LASIK ย่อมาจาก Laser in Situ Keratomileusis เป็นชื่อของการผ่าตัดแก้ไขสายตาที่ผิดปกติวิธีหนึ่ง ทำโดยการเปิดกระจกตา (Cornea) ด้านผิวบนออก แล้วใช้ลำแสงเลเซอร์ปรับเปลี่ยนความโค้งของกระจกตา ในชั้นลึกลงไปตามที่จักษุแพทย์คำนวนไว้แล้ว จากนั้นปิดแผ่นกระจกตาที่เปิดไว้กลับลงดังเดิม เพื่อให้สามารถมองเห็นได้ชัดเจนเหมือนเวลาที่สวมแว่นสายตาหรือคอนแทคเลนส์อยู่ เพื่อความเข้าใจแจ่มแจ้งก็ควรทราบภาวะสายตาทั้งทีปกติและผิดปกติกันก่อนว่าเป็นอย่างไรกันบ้าง

สายตาปกติ (Normal eye sight)

การมองเห็นของคนสายตาปกติเกิดขึ้นจากการที่แสงจากวัตถุผ่านกระจกตา (Cornea) และเลนส์แก้วตา (Lens) ซึ่งมีกำลังในการหักเหแสงที่เหมาะสมกับความยาวของลูกตา แสงนั้นจึงไปตกพอดี (Focus) บนจอประสาทตา (Retina) จอประสาทตาจะรับภาพนั้นแล้วเปลี่ยนให้อยู่ในรูปของคลื่นไฟฟ้าส่งไปยังสมองเพื่อประมวลเป็นภาพที่เรามองเห็น ถ้าภาพที่ชัดเจนตกลงพอดีบนจอประสาทตา เราจะเห็นภาพนั้นได้คมชัด ถ้ากำลังการหักเหแสงของลูกตาไม่สมดุลกับความยาวของลูกตาก็จะเกิดภาวะสายตาผิดปกติขึ้น

วิธีการแก้ไขภาวะสายตาที่ผิดปกติ

                หลักการแก้ไขสายตาที่ผิดปกติ คือต้องทำการปรับกำลังในการหักเหแสงทั้งหมดให้พอเหมาะกับความยาวของลูกตา ซึ่งอาจทำใด้หลายวิธี ได้แก่

-การสวมแว่นสายตา เป็นวิธีที่แพร่หลายทั่วไปและมีความปลอดภัยสูงสุด แต่ก็ยังมีคนอยู่มากมายที่แว่นสายตาไม่ใช่คำตอบของปัญหาสายตา คนเหล่านี้ไม่สามารถใช้แว่นสายตาได้ ด้วยสาเหตุต่างๆเช่น ระดับความผิดปกติของสายตาในดวงตาทั้ง 2 ข้าง แตกต่างกันมาก ซึ่งเมื่อสวมแว่นตาแล้วจะเห็นภาพซ้อนและมึนงงได้ นอกจากนี้ยังมีคนในบางสาขาอาชีพที่ไม่สามารถใช้แว่นสายตาในระหว่างที่ทำงาน หรือผู้ที่ชื่นชอบกีฬาบางประเภท แว่นสายตาจะทำให้ขาดความคล่องตัวไปอย่างมากได้

-การใช้คอนแทคเลนส์ หรือเลนส์สัมผัส ทำให้หมดปัญหากับกรอบแว่นที่เกะกะ สามารถให้ภาพที่เป็นธรรมชาติมากกว่า รวมทั้งยังคล่องตัวกว่าการสวมแว่นสายตาด้วย จึงเป็นอีกวิธีหนึ่งที่ใช้แก้ไขภาวะสายตาผิดปกติที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย และมีความปลอดภัยพอสมควร ตราบเท่าที่ผู้ใช้ปฎิบัติตามวิธีการดูแลทำความสะอาดคอนแทคเลนส์อย่างถูกต้องและเคร่งครัดโดยสม่ำเสมอ แต่บางคนก็ไม่สามารถใช้คอนแทคเลนส์ได้เนื่องจากมีภาวะตาแห้ง (Dryeye) หรือมีปัญหาการแพ้คราบโปรตีนรวมทั้งน้ำยาทำความสะอาดคอนแทคเลนส์ หรือ ไม่สามารถใช้คอนแทคเลนส์ในขณะที่ทำกิจกรรมกีฬาสันทนาการบางประเภท เช่น ว่ายน้ำ ดำน้ำ เป็นต้น

-การผ่าตัดแก้ไขสายตาผิดปกติ (Refractivesurgery) เป็นการปรับเปลี่ยนกำลังในการหักเหแสง โดยการเปลี่ยนความโค้งของกระจกตา (Cornea) วิธีการนี้พัฒนาขึ้นเพื่อเป็นทางเลือกสำหรับผู้ที่ไม่สะดวกหรือไม่สามารถสวมแว่นสายตาหรือคอนแทคเลนส์ ซึ่งการปรับเปลี่ยนความโค้งของกระจกตานี้ อาศัยการใช้ลำแสงเลเซอร์ชนิดพิเศษ่ คือ Excimer laser เข้ามาช่วย Excimer laser เป็นเลเซอร์ที่มีคลื่นความถี่ 193 นาโนเมตร สามารถทำปฎิกิริยากับเนื้อเยื่อเฉพาะพื้นผิวที่สัมผัส โดยไม่มีผลกระทบต่อเซลล์ข้างเคียง และจะไม่ผ่านกระจกตาเข้าไปในดวงตาโดยเด็ดขาด ซึ่งเทคนิควิธีการในการใช้ Excimer laser สำหรับแก้ไขสายตาผิดปกตินั้นมีหลายวิธี เลสิก (Lasik) เป็นวิธีที่ได้รับความนิยมสูงที่สุด

เลสิก (LASIK) แก้ไขสายตาผิดปกติได้อย่างไร

                เลสิก คือ วิธีผ่าตัดแก้ไขสายตาที่ผิดปกติทั้งสายตาสั้น (Myopia) สายตายาว (Hyperopia) และสายตาเอียง (Astigmatism) ที่อาศัยเครื่องมือสำหรับแยกชั้นกระจกตา (Cornea) ซึ่งเรียกว่า Microkeratome ที่มีความประณีตแม่นยำ ทำการแยกชั้นกระจกตาด้านผิวบนออกให้มีความหนาราว 1/3 ของความหนากระจกตาทั้งหมด หรือประมาณ 1.6 มิลลิเมตร ซึ่งกระจกตาส่วนที่เปิดขึ้นนี้จะมีขั้วติดอยู่คล้ายบานพับที่ด้านหนึ่ง แล้วจักษุแพทย์จะใช้ Excimer laser ปรับเปลี่ยนความโค้งกระจกตาที่เนื้อเยื่อกระจกตาส่วนลึกลงไป ในปริมาณที่สัมพันธ์กับขนาดของสายตาผิดปกติที่ต้องการแก้ไขตามที่ได้คำนวณไว้ ในภาวะสายตาสั้นเลเซอร์จะปรับลดความโค้งของกระจกตาส่วนกลางลง ส่วนในกรณีสายตายาว (Hyperopia) จะใช้เลเซอร์ปรับเพิ่มความโค้งของกระจกตาส่วนกลาง และในกรณีสายตาเอียงจะใช้เลเซอร์ปรับความโค้งของกระจกตาให้สม่ำเสมอ เมื่อปรับเปลี่ยนความโค้งโดยเลเซอร์เป็นที่เรียบร้อย จักษุแพทย์จะปิดกระจกตาที่เปิดไว้ลงในตำแหน่งเดิมโดยไม่จำเป็นต้องเย็บแผล เนื่องจากเนื้อเยื่อกระจกตาส่วนบนจะยึดติดและสมานตัวกับกระจกตาส่วนลึกลงไปได้เองตามธรรมชาติ ทำให้กระจกตามีความโค้งใหม่ที่กำลังการหักเหแสงพอเหมาะกับความยาวของลูกตาแสงที่ตกบนจอประสาทตาจึงโฟกัสพอดีได้ภาพที่ชัดเจน

ทราบได้อย่างไรว่าทำเลสิกได้หรือไม่

                คำถามนี้ จักษุแพทย์จะเป็นผู้ตอบหลังจากที่ได้ทำการตรวจสภาพดวงตาของคุณโดยละเอียดแล้ว ซึ่งการตรวจที่สำคัญได้แก่ การตรวจสภาพของกระจกตาและดวงตาโดยใช้กล้องขยายพิเศษสำหรับดวงตา (Slitamp) การตรวจแผนภูมิความโค้งของกระจกตา (Corneal topography) การวัดความหนาทั้งหมดของกระจกตา (Pachymetry) การวัดสายตาเพื่อให้ได้ค่าความผิดปกติของสายตาที่ถูกต้องแม่นยำรวมทั้งทำการหยอดยาขยายรูม่านตาเพื่อตรวจจอประสาทตาด้วย

                โดยทั่วไปแล้วผู้ที่สนใจจะรับการรักษาโดยวิธีเลสิก ควรจะ...

* มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป และมีระดับสายตาคงที่แล้วไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนกำลังของเลนส์แว่นสายตา หรือคอนแทคเลนส์มาอย่างน้อย 1 ปี

* มีปัญหาหรือข้อจำกัดในการใช้แว่นสายตาหรือคอนแทคเลนส์อันเนื่องจากสุขภาพตา การประกอบอาชีพ หรือกิจกรรมการสันทนาการต่างๆ

*ไม่มีโรคของกระจกตาหรือดวงตาใดๆ ที่จะมีผลต่อกลไกการสมานแผลของกระจกตา เช่น โรค SLE หรือภาวะตาแห้งที่รุนแรง คนที่เป็นเบาหวานทำได้ หากคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้แล้ว

* ไม่อยู่ในระหว่างตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร

* มีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งถ่องแท้ และมีความคาดหวังที่ถูกต้องเกี่ยวกับผลของการทำเลสิก

นอกจากนี้ยังควรเข้าใจว่าผลของการรักษาโดยวิธีเลสิกในแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไป ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง ที่สำคัญที่สุดคือระดับความผิดปกติของสายตาก่อนการรักษา และกลไกการสมานแผลของกระจกตาในแต่ละคน จักษุแพทย์ผู้ทำการรักษาเท่านั้นที่จะให้ความกระจ่างแก่คุณได้

 

เตรียมตัวอย่างไรถ้าจะทำเลสิก ?

                ต้องไปรับการตรวจสภาพตาโดยละเอียดจากจักษุแพทย์ก่อน เพื่อดูว่าดวงตาของคุณอยู่ในสภาพที่เหมาะสมจะทำการผ่าตัดหรือไม่ โดยคนที่ใช้คอนแทคเลนส์อยู่จะต้องงดใช้เลนส์อย่างน้อย 3 วัน ถ้าเป็นเลนส์ขนิดนิ่ม (Soft lens) และงดอย่างน้อย 1 สัปดาห์ ถ้าเป็นเลนส์ชนิดแข็ง (Hard lens) แล้วสวมแว่นสายตาแทน เพื่อให้เวลาแก่กระจกตาในการคืนรูปร่างตามธรรมชาติ ผลการตรวจวัดสายตาและแผนภูมิความโค้งของกระจกตา รวมทั้งความหนาของกระจกตา จึงจะถูกต้องแม่นยำ

แม้ว่าเทคโลโลยีการแพทย์จะก้าวหน้าเพียงไหนก็ตาม คนที่มีสายตาปกติก็นับว่ายังโชคดีกว่าหลายเท่านัก ดวงตาของคุณมีเพียงคู่เดียวในชีวิตนะคะ ต้องรักษาไว้ให้ดีที่สุดค่ะ

Read more...

 of 9
  • 1
  • 2
  • 3
  • 4
  • 5
Previous Next